
นโยบาย AML/KYC
นโยบายการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการรู้จักลูกค้า (AML/KYC) ในประเทศไทย
Description (D): นโยบายการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการรู้จักลูกค้า (AML/KYC) ตามกฎหมายไทย ครอบคลุมข้อกำหนดการตรวจสอบลูกค้า การจัดเก็บข้อมูล การรายงานธุรกรรม และการปฏิบัติตามมาตรการสำหรับธุรกิจที่อยู่ภายใต้บังคับในประเทศไทย
H1: นโยบาย AML/KYC
1. ขอบเขตและวัตถุประสงค์
นโยบายนี้กำหนดหลักเกณฑ์และข้อปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2559 สำหรับธุรกิจที่ดำเนินการในประเทศไทย
นโยบายนี้ใช้บังคับกับธุรกิจที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ได้แก่ สถาบันการเงิน ธุรกิจบริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจค้าโลหะมีค่า ธุรกิจค้ารถยนต์ และธุรกิจอื่นที่ระบุไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2. หน่วยงานกำกับดูแล
สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานหลักในการบังคับใช้และกำกับดูแลมาตรการด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
ธนาคารแห่งประเทศไทยทำหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงิน และออกประกาศ กฎเกณฑ์ หรือแนวปฏิบัติเพื่อให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามนโยบาย AML/KYC
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงการกำหนดให้มีการลงทะเบียนและการปฏิบัติตามมาตรการ AML/KYC ตามที่กฎหมายกำหนด
3. ข้อกำหนดการตรวจสอบลูกค้า (KYC)
3.1 ข้อมูลที่ต้องเก็บรวบรวม
ธุรกิจต้องเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อระบุตัวตนลูกค้าอย่างเพียงพอ ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนหรือหนังสือเดินทาง ที่อยู่ และข้อมูลติดต่ออื่นที่จำเป็น
ในกรณีลูกค้าเป็นนิติบุคคล ต้องเก็บข้อมูลนิติบุคคล ผู้มีอำนาจลงนาม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และผู้เป็นเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner) ตามที่กฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกำหนด
3.2 วิธีการตรวจสอบ
การตรวจสอบตัวตนลูกค้าต้องดำเนินการโดยอาศัยหลักฐานและวิธีการที่เชื่อถือได้ โดยการพบหน้าเป็นหลัก เว้นแต่จะมีวิธีการอื่นที่กฎหมายหรือกฎกระทรวงกำหนดให้ใช้ได้
ธุรกิจต้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารประกอบการพิสูจน์ตัวตน และเก็บสำเนาเอกสารหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้เป็นหลักฐานเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
3.3 การตรวจสอบเพิ่มเติมสำหรับลูกค้าความเสี่ยงสูง
ลูกค้าที่เป็นบุคคลสำคัญทางการเมือง (Politically Exposed Persons: PEPs) หรือมีลักษณะอื่นที่จัดเป็นลูกค้าความเสี่ยงสูง ต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม (Enhanced Due Diligence) ตามมาตรการที่เหมาะสม
ในกรณีดังกล่าว ธุรกิจต้องระบุและบันทึกแหล่งที่มาของเงินทุนและวัตถุประสงค์ของการทำธุรกรรมให้ชัดเจน และอาจกำหนดมาตรการติดตามตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้นหากมีความจำเป็น
4. การเก็บรักษาข้อมูล
ธุรกิจต้องเก็บรักษาข้อมูลการระบุตัวตนลูกค้า เอกสารประกอบ และบันทึกธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่สิ้นสุดความสัมพันธ์กับลูกค้าหรือวันที่ทำธุรกรรม แล้วแต่กรณี
ข้อมูลดังกล่าวต้องเก็บรักษาในรูปแบบที่สามารถตรวจสอบ เรียกดู และจัดส่งให้หน่วยงานกำกับดูแลได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดเมื่อมีการร้องขอ
5. การรายงานธุรกรรม
5.1 รายงานธุรกรรมเงินสด
ธุรกรรมเงินสดที่มีมูลค่าเกิน 2,000,000 บาท ต้องจัดทำรายงานธุรกรรมเงินสดและส่งต่อสำนักงาน ปปง. ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดในกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
5.2 รายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย
ธุรกิจต้องจัดทำรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และส่งต่อสำนักงาน ปปง. โดยไม่ชักช้าเมื่อพบเหตุอันควรสงสัย
การจัดทำและส่งรายงานดังกล่าวต้องดำเนินการโดยไม่แจ้งให้ลูกค้าทราบ และต้องปฏิบัติตามรูปแบบและวิธีการที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด
6. การติดตามและตรวจสอบธุรกรรม
ธุรกิจต้องจัดให้มีระบบติดตามและตรวจสอบธุรกรรมของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตรวจจับรูปแบบการทำธุรกรรมที่ผิดปกติหรือมีความเสี่ยงต่อการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
อาจใช้ระบบอัตโนมัติหรือเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อช่วยวิเคราะห์ธุรกรรมและสร้างการแจ้งเตือนเมื่อพบความผิดปกติ หรือรูปแบบที่เข้าข่ายต้องรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแล
7. การประเมินความเสี่ยง
ธุรกิจต้องดำเนินการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ทั้งในระดับลูกค้า ระดับผลิตภัณฑ์ และระดับองค์กร
การประเมินความเสี่ยงต้องได้รับการทบทวนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อรูปแบบธุรกิจ กฎหมาย หรือปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
แนวทาง วิธีการ และผลการประเมินความเสี่ยงต้องจัดทำเป็นเอกสาร และต้องสามารถแสดงต่อหน่วยงานกำกับดูแลได้เมื่อมีการร้องขอ
8. การฝึกอบรมพนักงาน
ธุรกิจต้องจัดให้มีการฝึกอบรมพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามนโยบาย AML/KYC อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พนักงานมีความรู้และเข้าใจในกฎหมาย กฎระเบียบ และขั้นตอนภายในที่เกี่ยวข้อง
พนักงานต้องเข้าใจหน้าที่ในการตรวจสอบลูกค้า การเฝ้าระวังธุรกรรม การจัดทำรายงานธุรกรรมที่ต้องรายงาน และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
9. ข้อกำหนดสำหรับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
ธุรกิจแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล และแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี ต้องลงทะเบียนหรือได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตามที่กฎหมายว่าด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลกำหนด
ธุรกิจดังกล่าวต้องปฏิบัติตามมาตรการ AML/KYC ในระดับที่เทียบเท่ากับสถาบันการเงิน รวมถึงการตรวจสอบตัวตนลูกค้า การเก็บรักษาข้อมูล การติดตามธุรกรรม และการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยต่อสำนักงาน ปปง. ตามเวลาที่กฎหมายกำหนด
10. การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล
ประเทศไทยปฏิบัติตามข้อแนะนำของ Financial Action Task Force (FATF) จำนวน 32 ข้อ จากทั้งหมด 40 ข้อ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
ข้อแนะนำที่ยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านความโปร่งใสของการจัดการทางกฎหมาย มาตรการป้องกันสำหรับธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงินบางประเภท และกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
11. การแก้ไขและปรับปรุงนโยบาย
นโยบายนี้อาจมีการแก้ไขหรือปรับปรุง เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย กฎระเบียบ มาตรฐานสากล หรือแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
ธุรกิจที่อยู่ภายใต้บังคับต้องติดตามประกาศ กฎกระทรวง ระเบียบ และแนวทางปฏิบัติที่ออกโดยหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ และปรับปรุงมาตรการภายในให้สอดคล้องกับข้อกำหนดดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา
